เวียดนามตอนใต้

เส้นทางสู่เศรษฐกิจ


ลุ่มน้ำโขง



เวียดนามตอนใต้



เสน่ห์ของเวียดนามตอนใต้

    ปัจจุบันโรงงานการผลิตของญี่ปุ่นในประเทศจีน มีการเติบโตทางด้านการผลิตเพิ่มสูงขึ้นในทุกๆปี เช่นเดียวกับค่าจ้างของแรงงาน ซึ่งอาจเป็นตัวบ่งชี้ว่าการประกอบธุรกิจในประเทศจีนอาจจะกำลังถึงทางตันแล้วก็เป็นได้ ในขณะเดียวกันประเทศไทยซึ่งเป็นที่น่าจับตามองในกลุ่มประเทศอาเซียน ก็ประสบปัญหาค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้นทุกๆปีเช่นเดียวกัน จึงเกิดคำถามตามมาว่าเราควรที่จะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศใด?

    ประเทศเวียดนาม ถูกมองว่าเป็นทางเลือกใหม่ของนักลงทุน ด้วยค่าจ้างแรงงานที่ถูก อีกทั้งแรงงานที่มีความขยัน จึงทำให้ขณะนี้เวียดนามจึงกลายเป็นที่จับตามองของตลาดโลก

ประเทศเวียดนามในกลุ่มประเทศอาเซียน

    จากผลสำรวจของ Jetro ด้านสภาพแวดล้อมการลงทุนของบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น ในอาเซียนและ เอเชียตะวันตกเฉียงใต้ 15 ประเทศ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น เวียดนามจัดอยู่อันดับที่ 4 ของประเทศที่มีค่าแรงถูก (อันดับที่ 1 บังกลาเทศ อันดับที 2 ฟิลิปปินส์ อันดับที่ 3 กัมพูชา ตามลำดับ) ซึ่ง 60% ของบริษัทที่ลงทุนในเวียดนามได้รับผลกำไรตอบแทนกลับมา เช่นเดียวกับ 70% ของบริษัทที่ผลิตพาร์ทชิ้นส่วนส่งออก คำถามต่อมาคือเศรษฐกิจและการลงทุนในเวียดนามสามารถเติบโตได้มากกว่านี้หรือไม่ ซึ่งกว่า 70% ของผู้ประกอบการตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นไปได้แน่นอน โดยอ้างอิงจากผลประกอบการที่เพิ่มสูงขึ้นทุกๆ ปี ผนวกกับโอกาสในการเติบโตของธุรกิจในประเทศ

    โดยขณะนี้เวียดนามกำลังเตรียมสาธารณูปโภคบริเวณแถบลุ่มแม่น้ำโขงเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เปิดการค้าเสรีปลอดภาษี) จึงทำให้ตลาดของแรงงานในเวียดนามเป็นที่น่าจับตามองอย่างมาก



ปัญหาของเวียดนาม

    แรกเริ่มบริษัทญี่ปุ่นที่มาเปิดโรงงานในเวียดนามนั้นก็ด้วยปัจจัยเรื่องค่าจ้างแรงงาน ความมั่นคงทางการเมือง สภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับคนญี่ปุ่น แรงงานที่นี่มีจำนวนมากตรงกันข้ามกับค่าแรงที่ถูก จึงทำให้เป็นที่น่าจับตามอง แต่ก็ยังมีปัญหาอีกหลายประการ เช่นเรื่องประสบการณ์ทำให้แรงงานที่มีฝีมือนั้นมีไม่มากนัก ชิ้นส่วนที่ผลิตได้นั้นจึงต้องเป็นแบบที่ง่ายและต้องอาศัยการเรียนรู้ เรื่องเวลานั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการบ่มเพาะสิ่งดังกล่าว

    จากการสำรวจที่กล่าวมาข้างต้นนั้น แสดงให้เห็นถึงอัตราการเติบโตของค่าจ้างแรงงานในเวียดนามที่เพิ่มสูงขึ้น 9.9% ในปีนี้ และ 12.1% ในปีก่อนหน้า แม้ว่าอัตราส่วนจะลดลงจากปีที่แล้ว แต่ก็แสดงให้เห็นว่าค่าจ้างแรงงานยังมีเพดานการเติบโตที่สูงหากเปรียบเทียบกับประเทศอื่น และต้นทุนในการซื้อวัตถุดิบที่มีราคาแพง เนื่องจากไม่สามารถผลิตเองได้และต้องนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศ ยิ่งนำเข้ามาขึ้นเท่าไรยิ่งทำให้ค่าใช้จ่ายทางด้านโลจิสติกส์มีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นตามในอนาคต

    จากผลสำรวจเวียดนามยังมีความเสี่ยงในด้านการลงทุน 1.กฎหมายที่คลุมเครือของรัฐบาล 2.ค่าจ้างแรงงานที่ปรับตัวสูงขึ้น 3.ยากต่อการซื้อวัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ 4.อัตราของภาษีที่ปรับตัวสูงขึ้น 5.การดำเนินการที่ยุ่งยากและล่าช้า

    จากหลายปัจจัยที่ยังคลุมเครือทำให้นักลงทุนยังมีความกังวล อีกทั้งต้นทุนการส่งออกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ทำให้อาจมีการย้ายฐานการผลิตในอนาคตข้างหน้าอีกด้วย เช่นในประเทศจีนซึ่งบริษัทญี่ปุ่นเริ่มมีการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นๆ

    ในปี 2020 เวียดนามมีความต้องการผลักดันให้เป็นประเทศอุตสาหกรรม แต่หากเปรียบเทียบกับประเทศไทยหรือประเทศอื่นๆ ในอาเซียนแล้วยังต้องมีการพัฒนาอีกมาก ทั้งในเรื่องของการนำเข้าวัตถุดิบ เช่น กระดาษ เหล็ก ซึ่งทางรัฐบาลเวียดนามต้องการที่จะนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรขั้นสูงจากบริษัทญี่ปุ่นเหล่านี้มาเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศแต่ยังขาดข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับการลงทุน ทำให้หลายบริษัทชะลอการก่อตั้งบริษัทในเวียดนาม

โฮจิมินซิตี้เมืองแห่งอุตสาหกรรม

    หากพูดถึงแหล่งอุตสาหกรรมของเวียดนามแล้ว แน่นอนว่าต้องนึกถึงฮานอย และโฮจิมิน ซึ่งเป็นที่น่าแปลกที่เขตอุตสาหกรรมสำคัญทั้งสองแห่งกลับตั้งห่างกันถึง 1,700 กิโลเมตร ทำให้นักลงทุนหลายๆคนต่างสงสัยว่าควรจะลงทุนในเมืองแห่งไหนดี

    เมืองฮานอยทางตอนเหนือซี่งติดกับทางตอนใต้ของจีนทำให้มีข้อได้เปรียบในเรื่องการขนส่งสินค้าจากจีนซึ่งใช้เวลาแค่1-2 วันเท่านั้น ทำให้ฮานอยล้วนเป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในขณะที่ทางด้านเมืองโฮจิมิน ทางตอนใต้จะเน้นอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งบางบริษัทได้มีการย้ายฐานการผลิตมาจากจีน แต่ก็ยังมีบริษัทรายใหญ่ เช่น Uniqulo, Asics Corporation, Nikie หรือแม้แต่บริษัทผลิตรถยนต์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเอง ตั้งอยู่ให้เห็นเช่นกัน สินค้าเหล่านี้จะถูกผลิตและตีตรา Made in Vietnam ส่งออกสู่ตลาดโลก

    เขตเศรษฐกิจทางตอนใต้ โฮจิมินนั้น สามารถเดินทางไปยังประเทศต่างๆในเขตอาเซียนได้ในระยะเวลาอันสั้น ทำให้มีความได้เปรียบกว่าประเทศอื่นๆ ซึ่งหากมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและมีความพร้อมเพรียงในด้านการขนส่งแล้วนั้น จะทำให้เวียดนามกลายเป็นดั่งศูนย์กลางหรือฮับของอาเซียนในอนาคต

    แม้ว่าจะยังขาดความพร้อมในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น กฏหมาย ค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้น อัตราการซื้อขายภายในประเทศที่ต่ำ แต่หากมองในทางกลับกันในเรื่องของค่าแรงที่ยังถูก แรงงานที่มีจำนวนมาก และโอกาสเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้เวียดนามยังคงเป็นตัวเลือกในสายตาของนักลงทุนในอนาคตอย่างแน่นอน


引用:
0