สภาพปัจจุบัน ทิศทางในอนาคตและความดึงดูดทางการตลาด ของประเทศกัมพูชา

เส้นทางสู่เศรษฐกิจ


ลุ่มน้ำโขง





การเปิดสะพานสึบาสะ

    ในวันที่ 6 เมษายน 2015 “สะพานสึบาสะ” ซึ่งสร้างเสร็จสมบูรณ์ด้วยงบประมาณ 11,940,000,000 เยน ภายใต้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการของรัฐบาลญี่ปุ่น (ODA) ในโครงการความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา ได้เปิดให้ใช้บริการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยตัวสะพานนั้นตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงพนมเปญห่างจากตัวเมืองประมาณ 60 กิโลเมตร

    ตัวสะพานมีความยาว 2,215 เมตร โดยมีส่วนที่ทอดข้ามแม่น้ำโขงยาว 640 เมตร และถ้าคำนวณความยาวทั้งหมดโดยนับรวมถนนที่เชื่อมต่อกับสะพาน จะเป็นตัวเลขถึง 5,460 เมตร เลยทีเดียว ซึ่งการก่อสร้างได้เริ่มต้นขึ้นในเดือนธันวาคม ปี 2010 ใช้เวลาในการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ 4 ปีกับอีก 6 เดือน โดยก่อนที่สะพานแห่งนี้จะถูกสร้างขึ้นนั้นการข้ามแม่น้ำจะต้องอาศัยเรือข้ามฟากเพียงอย่างเดียว เนื่องจากทางหลวงสาย 1 ถูกแม่น้ำโขงตัดขาด ถ้าเป็นช่วงที่คนน้อยจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที แต่หากเป็นช่วงที่มีการสัญจรคับคั่งนั้น ถึงแม้จะใช้เรือสามลำหมุนเวียนพร้อมกันตลอดเวลาก็อาจจะยังต้องเสียเวลารอถึง 7-8 ชั่วโมงเลยทีเดียว นอกจากนี้การเดินเรือก็ยังต้องหยุดให้บริการหลังพระอาทิตย์ตกเนื่องจากปัญหาด้านความปลอดภัย ส่งผลให้พื้นที่ตรงจุดนี้เป็นเสมือนคอขวดที่คอยขวางเส้นทางหลักระหว่างกัมพูชากับนครโฮจิมินห์ซิตี้ของประเทศเวียดนามมาตลอดเวลาในระยะเวลาหลายปี

    หลังจากที่สะพานสึบาสะเปิดใช้งาน ทั้งรถและผู้คนจากทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงก็สามารถข้ามแม่น้ำไปมาได้อย่างอิสระตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน โดยปริมาณการจราจรหลังเปิดใช้สะพานนั้น อยู่ที่ประมาณ 5,000 คันต่อวัน และหลังจากระบบขนส่งภายในประเทศได้รับการพัฒนาแล้ว จำนวนยานพาหนะอาจจะเพิ่มขึ้นจนถึง 10,000-20,000 คันต่อวัน นอกจากนี้หลังจากการเปิดประชมคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ก็เป็นที่คาดการณ์ว่า อัตราการเคลื่อนย้ายคน สินค้า และเงินตราจะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก การเปิดใช้สะพานขนาดใหญ่แห่งนี้ นอกจากจะช่วยให้ผู้คนในพื้นที่ใกล้เคียงได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว ยังส่งผลให้เกิดความเชื่อมโยงภายในพื้นที่ของระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ทำให้ผู้ใช้ถนนสามารถเดินทางจากไทยไปจนถึงกัมพูชาและนครโฮจิมินห์ซิตี้ได้โดยใช้ถนนเพียงเส้นเดียวเท่านั้น

การขนส่งข้ามพรมแดน

    “เส้นทางขนส่งข้ามพรมแดน” จากไทยถึงเวียดนามโดยผ่านทางกัมพูชารวมถึงสะพานสึบาสะนั้น มีบริษัทญี่ปุ่นมาร่วมบุกเบิกและพัฒนาเป็นจำนวนมาก ในเดือนสิงหาคม ปี 2014 บริษัท Konoike Transport ได้เปิดตัวบริการ “Mekong Food Express” ซึ่งเป็นบริการขนส่งสินค้าแช่เย็นและแช่แข็งระหว่างเวียดนาม กัมพูชา และไทย โดยบริการนี้ช่วยให้ผู้ค้าขายสามารถนำปลาสดและผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากตลาดในโฮจิมินห์ซิตี้ ไปส่งจนถึงโต๊ะอาหารในพนมเปญได้โดยรักษาความสดเอาไว้ดังเดิม และในขณะเดียวกันบริการนี้ยังช่วยในการขนส่งผลิตภัณฑ์ประเภทเสื้อผ้าและรองเท้าจากกัมพูชาไปยังตลาดในไทยและเวียดนามอีกด้วย

    กลุ่ม “K” LINE (Kawasaki Kisen Kaisha Ltd.) ก็มีแผนที่จะเปิดบริการขนส่งข้ามพรมแดนระหว่างกรุงเทพฯ และพนมเปญในอนาคตอันใกล้ด้วยเช่นกัน โดยคาดการณ์ว่าสินค้าหลักที่ขนส่งนั้นจะเป็นกลุ่มเครื่องจักรและวัตถุดิบต่างๆ จากไทย และผลิตภัณฑ์ประเภทสิ่งทอจากกัมพูชาเป็นหลัก ขณะนี้ทางบริษัทกำลังทดลองเดินรถบนทางหลวงสาย 5 จากเมืองปอยเปตในจังหวัดบันเตียเมียนเจยซึ่งอยู่ติดกับภาคตะวันตกของไทยไปจนถึงกรุงพนมเปญ โดยคาดว่าจะเปิดบริการเมื่อสามารถรับรองความปลอดภัยได้แล้ว นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาแผนการขยายเส้นทางขนส่งไปถึงตลาดในเวียดนามโดยใช้ประโยชน์จากสะพานสึบาสะอีกด้วย



กลยุทธ์ “ประเทศไทยบวกหนึ่ง”

    เมื่อเครือข่ายขนส่งภายในเขตระเบียงเศรษฐกิจได้รับการพัฒนา บริษัทจำนวนมากจึงเริ่มวางแผนเข้าไปลงทุนและให้บริการใหม่ๆ ภายในท้องที่ เช่นบริษัท Toyota Tsusho ที่ทำการจัดตั้ง “เทคโนพาร์ค” ขึ้นภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) ใกล้เมืองปอยเปตของประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ติดกับชายแดนประเทศไทย โดยมุ่งเน้นให้บริการต่างๆ กับบริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของประเทศญี่ปุ่น เช่น บริการโรงงานให้เช่า บริการจัดหาและอบรมบุคลการและบริการรับจ้างผลิต

    บริษัท NHK Spring ซึ่งผลิตเก้าอี้รถยนต์ก็ได้มีการก่อตั้งบริษัท joint venture ขึ้น เพื่อทำการผลิตผลิตภัณฑ์ประเภทสิ่งทอในปอยเปตเช่นกัน โดยมีเป้าหมายที่จะทำยอดขายให้ได้ถึง 2,200,000,000 ล้านบาทในปี 2020

    ทางรัฐบาลไทยเองก็มีแผนการพัฒนาพื้นที่ชายแดน เพื่อให้สอดรับกับแผนการ “ประเทศไทยบวกหนึ่ง” ด้วย (แผนการใช้ประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลาง” ของการลงทุนโดยจะบวกอีกหนึ่งประเทศในแถบนี้ เพื่อเสริมความมั่นคงในการลงทุน)

ปัญหา

    แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจของกัมพูชาจะอยู่ในเกณฑ์ดีแต่ก็มีปัญหาอยู่บ้าง เช่นอัตราค่าแรงขั้นต่ำที่มีการปรับตัวสูงขึ้น ส่วนนโยบายเกี่ยวกับแรงงานของรัฐบาลนั้นก็อาจมีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจเช่นกัน จึงจำเป็นที่จะต้องระวังในจุดนี้ด้วย

    เศรษฐกิจของกัมพูชานั้น อยู่ในช่วงเพิ่งเริ่มฟื้นตัวจากความเสียหายจากสงครามกลางเมืองได้ไม่นาน จึงยังขาดเสถียรภาพเท่าที่ควร ระบบโครงสร้างภายในยังคงขาดแคลน มีการพัฒนาอย่างช้าๆ โดยได้รับความช่วยเหลือจากผู้ลงทุนต่างประเทศเป็นหลัก แต่ประชากรที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี นั้นมีมากถึง 45% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก ส่งผลให้เป็นประเทศที่น่าจะมีศักยภาพสูงในอนาคต ซึ่งเมื่อคำนึงถึงผลจากการเป็นส่วนหนึ่งของระเบียงเศรษฐกิจ และการเปิด AEC ด้วยแล้ว จะเห็นได้ว่ากัมพูชานั้นเป็นประเทศน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง


引用:
0