เขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา (ย่างกุ้ง) เปิดทำการ
เปิดฉากแผนการพัฒนาท้องถิ่นจำนวนมาก

เส้นทางสู่เศรษฐกิจ


ลุ่มน้ำโขง


    เขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา (SEZ) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองย่างกุ้ง (เมืองที่ใหญ่ที่สุดของเมียนมาร์) ราว 20 กิโลเมตรทางตะวันออกเฉียงใต้ ได้เปิดทำการเมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา เขตพิเศษแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น และเป็นที่คาดหวังว่าจะเป็นตัวกระตุ้นการลงทุนจากต่างชาติได้เป็นอย่างดี ขณะนี้รัฐบาลเมียนมาร์เองก็กำลังเตรียมการพัฒนาเขตแบบเดียวกันในเมืองอื่นๆ เช่นดาเวและมัณฑะเลย์ด้วยเช่นกัน


    เขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 2,400 เฮกเตอร์ โดยส่วนที่เปิดให้บริการในช่วงแรกนั้น ได้แก่พื้นที่โซน A ขนาด 396 เฮกเตอร์ ซึ่งขณะนี้พื้นที่กว่า 70% ได้ถูกจับจองไปแล้ว มีบริษัทถึง 47 บริษัทที่มีแผนจะมาตั้งโรงงานในเขตพิเศษแห่งนี้ โดยกว่าครึ่งเป็นบริษัทจากญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น Acecook Suzuki และ Wacoal อาจกล่าวได้ว่าเขตพิเศษนี้ เป็นดังประตูบานใหม่ ที่เปิดต้อนรับเหล่านักลงทุนเข้าสู่เมียนมาร์เลยทีเดียว (ส่วนโซน B ที่มีขนาดประมาณ 500-700 เฮกเตอร์ จะเปิดในปี 2016)



    นอกจากเขตพิเศษติละวาแล้ว รัฐบาลเมียนมาร์ก็มีแผนที่จะจัดตั้ง เขตพิเศษในพื้นที่อื่นๆ ด้วยเช่นกัน แต่ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก สำหรับเขตพิเศษติละวา ตัวเขตได้รับความสนับสนุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาพื้นที่ ไฟฟ้า น้ำ และระบบภายในอื่นๆ จนสามารถเปิดให้บริษัทต่างชาติเข้าไปลงทุนได้อย่างเต็มตัว และมีสิทธิพิเศษมากมายให้กับบริษัทที่มาลงทุนในเขต

เมื่อญี่ปุ่นรุกเข้าดาเว

    เมืองดาเวซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของเมียนมาร์ ก็มีโครงการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเช่นกัน โดยเขตนี้จะเป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่น เมียนมาร์ และไทย มีขนาดพื้นที่โครงการอยู่ที่ 20,000 เฮกเตอร์โดยประมาณ ถึงแม้ในช่วงแรกจะมีเสียงคัดค้านจากองค์กรท้องถิ่น ว่าอาจเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและกระทบความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ แต่การที่ทางรัฐบาลญี่ปุ่นเข้าไปช่วยดำเนินการ ก็ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดี และได้รับความเชื่อมั่นว่าการพัฒนาพื้นที่จะเป็นไปอย่างโปร่งใส รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ต่อผู้คนในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบถนน ไฟฟ้า เครือข่ายขนส่งระหว่างสนามบิน ตัวเมืองดาเว และเขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมถึงการพัฒนาถนนเชื่อมต่อ กับชายแดนไทยด้วย ซึ่งทางรัฐบาลไทยก็คาดหวังว่าการพัฒนาพื้นที่ส่วนนี้ จะส่งผลดีกับเศรษฐกิจของไทยด้วยเช่นกัน

    อีกด้านหนึ่ง ทางรัฐบาลเมียนมาร์ก็พยายามผลักดันโครงการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจในบริเวณเมืองใหญ่ต่างๆ บางเขตนั้นมีเนื้อที่มากถึง 7,500 เฮกเตอร์ และมีแผนการพัฒนายาวถึงปี 2025 เลยทีเดียว ซึ่งภายในเขตพิเศษเหล่านั้น มีรูปแบบการพัฒนาหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือน้ำลึก พื้นที่อยู่อาศัย นิคมอุตสาหกรรม

โครงการพัฒนาที่มัณฑะเลย์

    มัณฑะเลย์ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางอันดับสองของเมียนมาร์ ก็เป็นอีกเมืองที่รัฐบาลให้ความสนใจ และต้องการเร่งแผนพัฒนาให้ดำเนินไปโดยเร็วที่สุด ถึงแม้ว่าหลังจากการเปิดประเทศ นักลงทุนส่วนใหญ่จะนิยมไปลงทุนที่ย่างกุ้ง แต่ มัณฑะเลย์ซึ่งมีประชากรมากและความเจริญพร้อม ก็มีศักยภาพสูงและเหมาะแก่การลงทุนเช่นกัน มัณฑะเลย์นั้นมีทางด่วนและทางรถไฟเชื่อมต่อกับย่างกุ้ง มีสนามบินนานาชาติ และแม่น้ำอิรวดีไหลผ่าน นับว่าตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่มีความได้เปรียบค่อนข้างสูง ขณะนี้ ทางบริษัทญี่ปุ่นได้เข้าไปร่วมพัฒนาทั้งท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งจะนำมัณฑะเลย์ไปสู่ยุคใหม่ในอนาคตอันใกล้

    หลังจากโครงสร้างภายนอกและภายในพร้อมดีแล้ว ก็จะมีการสร้างย่านที่อยู่อาศัยและสนามกอล์ฟในพื้นที่ใกล้เคียง ส่งผลให้ตัวโครงการพัฒนาพื้นที่ทั้งหมด มีเนื้อที่รวมมากกว่า 10,000 เฮกเตอร์เลยทีเดียว ปัจจุบันการเดินทางจากตัวเมืองมัณฑะเลย์ ไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษ ต้องใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง แต่ในอนาคตจะมีการสร้างถนนขนาดใหญ่เชื่อมต่อนิคมอุตสาหกรรม สนามบิน และท่าเรือเข้าด้วยกัน ช่วยให้ประหยัดเวลาได้มาก



    ปัจจุบัน จำนวนบริษัทญี่ปุ่นที่ลงทุนในเมียนมาร์ นั้นมีมากกว่า 250 บริษัท แต่บริษัทที่มีการสร้างฐานการผลิตจริงๆ มีเพียง 10 กว่าบริษัทเท่านั้น การเปิดเขตพิเศษติละวา รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ ในพื้นที่ต่างๆ และการปรับปรุงโครงสร้าง กับเส้นทางคมนาคม จะส่งผลให้การลงทุนใน ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมากในอนาคต (บทความนี้ ถอดความมาจากบทความของ NNA ฉบับตีพิมพ์ในเมียนมาร์)


引用:
0