ตลาดเวียดนาม กับการเปิด AEC และข้อตกลง TPP

เส้นทางสู่เศรษฐกิจ


ลุ่มน้ำโขง





ตลาดเวียดนาม กับการเปิด AEC และข้อตกลง TPP

เตรียมความพร้อมสู่การเปิดตลาด และแยกตัวเป็นเอกเทศจากจีน


    เวียดนามเป็นประเทศค่อนข้างเล็ก มีความยาวจากเหนือถึงใต้ 1,600 km มีพื้นที่ติดทะเลมาก จึงพึ่งพาการค้าขายกับต่างประเทศมาตั้งแต่อดีต ในสมัยก่อนเคยใช้ตัวอักษรจีนเช่นเดียวกับญี่ปุ่นและจีน แต่กลับต้องอยู่ใต้อิทธิพลของประเทศตะวันตกเป็นระยะเวลายาวนาน ทว่าในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นฐานการผลิตและสถานที่ค้าขายระหว่างประเทศในระดับโลก โดยปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนมีหลายประการ เช่นการก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) และการจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (TPP) ซึ่งล้วนส่งผลให้การค้าขายระหว่างประเทศต่างๆ ทั่วโลกเป็นไปอย่างอิสระกว่าที่ผ่านมา เวียดนามจึงเริ่มได้รับความสนใจจากญี่ปุ่น จีน รวมถึงไทยซึ่งเป็นประเทศศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยิ่งขึ้น จนเกิดเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ

    เวียดนามมีเนื้อที่ทั้งหมด 350,000 ตารางกิโลเมตร นับเป็นเนื้อที่ประมาณสองในสามของประเทศไทย แต่กลับมีประชากรมากถึง 90 ล้านคน (1.4 เท่าของไทย) ในปัจจุบัน จำนวนแรงงานอายุน้อยที่มีมากมายนี้ ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมของประเทศเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ทางรัฐบาลยังอนุญาตให้มีการจัดตั้งและขยับขยายนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ถึง 299 แห่งทั่วประเทศ (ดูแผนที่นิคมอุตสหากรรมหลักในเวียดนามประกอบ) โดยขณะนี้ 70% ได้เปิดทำการแล้ว อัตราการเข้ามาลงทุนจากต่างประเทศก็เพิ่มขึ้นถึงเกือบ 50% ส่งผลให้พื้นที่อุตสาหกรรมและรายได้จากภาคส่วนนี้เพิ่มขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว บริษัทจำนวนมากทั่วโลกต่างก็เฝ้ามองการเติบโตของเวียดนามด้วยความสนใจเป็นอย่างยิ่ง

    อีกด้านหนึ่ง เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการเติบโตของภาคการผลิตและอุตสาหกรรมสนับสนุนภายในประเทศของเวียดนามนั้นยังไม่เพียงพอ โดยถ้าเทียบกับประเทศสมาชิกอื่นๆ ใน AEC และ TPP แล้ว ระดับการพัฒนายังจัดว่าต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ความมุ่งมั่นของภาครัฐและเอกชนในการเปิดตลาดและผลักดันให้เกิดการเติบโตอย่างจริงจังนั้น นับว่าสูงกว่าหลายๆ ประเทศมากทีเดียว

    เหงียน เติ๊น สุง นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของเวียดนาม ได้กล่าวว่า “การเปิด AEC และการเข้าร่วม TPP จะส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนาม” และยังมีแผนเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) เพิ่มเติมภายในประเทศอีกด้วย ทางด้านหน่วยงานเกี่ยวกับเกษตรกรรมและการพัฒนาที่ดิน ก็ได้ให้ความเห็นว่า “นี่เป็นโอกาสอันสำคัญยิ่ง ที่ภาคการเกษตรจะขึ้นมายืนหยัดด้วยตัวเองได้” เช่นกัน แสดงให้เห็นว่าทุกภาคส่วนของประเทศต่างก็คาดหวังกับการเปิดตลาดในอนาคตเป็นอย่างมาก และด้วยกระแสเหล่านี้ ทางธนาคารโลกได้คาดการณ์ว่า ผลจากการเข้าร่วม TPP และนโยบายใหม่ๆ จากรัฐบาล จะส่งผลให้ GDP ของเวียดนามเติบโตขึ้นถึง 8-10% ภายในปี 2030



เวียดนามในสายตาประเทศไทย

    รองนายกรัฐมนตรีสมคิด ผู้ดูแลนโยบายเศรษฐกิจของไทยซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของเวียดนาม ย่อมไม่อาจเมินเฉยต่อการเติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศข้างเคียงได้ และเคยให้ความเห็นไว้ว่าการพัฒนาเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างตอนใต้ของพม่า ไทย ลาว และเวียดนามนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการเป็นพิเศษ ประเทศไทยอยู่ในสถานะที่ต้องเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง ทั้งในเรื่องความร่วมมือกับจีนและการเข้าร่วม TPP ดังนั้นจึงไม่แปลกที่รัฐบาลไทยจะต้องการขยับขยายช่องทางค้าขายกับเวียดนามให้มากขึ้น

    กลุ่มทุนในไทยที่เล็งเห็นทิศทางของเวียดนามต่างก็เริ่มเคลื่อนไหวกันอย่างคึกคัก ตัวอย่างเช่นนิคมอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่อย่าง Amata Corporation ที่กำลังดำเนินการก่อตั้งนิคมในเครือขึ้นในพื้นที่ทั้งภาคเหนือและใต้ของเวียดนาม เนื่องจากคาดการณ์ได้ว่าทางรัฐบาลกำลังพัฒนาพื้นที่เมือง ตลอดจนก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่จะเสร็จสิ้นในอนาคตอันใกล้ และจะมีบริษัทญี่ปุ่นที่ต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการลงทุนในจีนจำนวนมากเข้าไปลงทุน ความคาดหวังที่กลุ่มทุนไทยมีต่อเวียดนามจึงสูงมากทีเดียว

    บริษัทอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ที่เป็นคู่แข่งของอมตะต่างก็กำลังวางแผนลงทุนในเวียดนามเช่นกัน โดยมองว่าหากรอให้ไทยเข้า TPP อย่างเดียว อาจเป็นการเสียโอกาสให้แก่คู่แข่ง จึงเริ่มจับมือกับบริษัทญี่ปุ่นและเข้าไปลงทุนในเวียดนามซึ่งเป็นประเทศที่กำลังจะเข้า TPP เช่นกัน

    ฝ่ายบริษัทญี่ปุ่นก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวให้เห็นแล้ว ตัวอย่างเช่นบริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่อย่าง Sankyu Inc. ก็เปิดศูนย์โลจิสติกส์ขนาดใหญ่ที่สุดของบริษัทญี่ปุ่นขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมของปีที่ผ่านมา เดิมทีเวียดนามนั้นมีโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์สำหรับส่งไปประกอบในไทยอยู่เป็นจำนวนมากอยู่แล้ว และการเข้าร่วม TPP กับการเปิด AEC ในอนาคต ย่อมส่งผลให้บริษัททั้งภายนอกและในประเทศเริ่มใช้เวียดนามเป็นเส้นทางขนส่งกันมากขึ้น เหล่าบริษัทขนส่งจึงต้องรีบเตรียมตัวเพื่อตอบรับความต้องการนี้ให้เร็วที่สุด

ทุ่มทั้งประเทศเพื่อเปิดตลาด

    แต่ทว่าเวียดนามก็ยังคงมีปัญหาอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจำนวนมากจากจีน ทำให้ไม่ผ่านเกณฑ์ของ TPP ที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกใช้วัตถุดิบจากในประเทศตัวเอง ส่วนอัตราการผลิตเนื้อหมูซึ่งเป็นอาหารหลักของคนในประเทศนั้นก็ยังตามหลังอเมริกาและประเทศอื่นๆ อยู่มาก ยิ่งถ้าภาษีนำเข้าถูกลดลงแล้ว ผู้ผลิตเนื้อหมูในประเทศต้องเจอปัญหาหนักอย่างแน่นอน นอกจากนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่ในประเทศก็มีกำลังการผลิตและอำนาจต่อรองน้อย ทว่ารัฐบาลเวียดนามยังคงมองอนาคตในแง่บวก และตั้งใจว่าจะใช้การเปิดตลาดเสรีนี้เป็นโอกาสพัฒนาการเกษตรของประเทศให้มีกำลังการแข่งขันมากขึ้น

    ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับข้อตกลง TPP ได้ให้ความเห็นว่า ที่รัฐบาลเวียดนามต้องการจะเปิดตลาดเสรีนั้น ก็เพื่อไม่ให้ประเทศต้องพึ่งพาแต่จีนอย่างเดียวนั่นเอง จากที่เมื่อก่อนการนำเข้าและส่งออกถึง 1 ใน 3 ของเวียดนามถูกยึดครองโดยการค้าขายกับจีน ในอนาคตอันใกล้ อิทธิพลของ TPP และ AEC จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงกับประเทศนี้อย่างแน่นอน ซึ่งนั่นคือบททดสอบที่เวียดนามจะต้องก้าวผ่านไปให้จงได้

引用:
0