สปป.ลาว
กำลังพัฒนาการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ เป็นไพ่ไม้ตายสำหรับการจะได้รับเงินลงทุน จากต่างประเทศ

เส้นทางสู่เศรษฐกิจ


ลุ่มน้ำโขง





สปป.ลาว

    ประเทศลัทธิสังคมนิยมที่มีประชากรเพียง 6.5 ล้านคน แต่ก็เป็นที่รู้จักในฐานะประเทศที่มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ และยังอยู่ในจุดเชื่อมต่อของเครือข่ายการกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภคซึ่งก็คือคาบสมุทรอินโดจีนที่ถือเป็นทางเชื่อมของทิศเหนือกับใต้และตะวันออกกับตะวันตก ซึ่งพระเอกที่มีหน้าที่หลักในการช่วยขยายระบบเศรษฐกิจก็คือแม่น้ำแม่โขงที่ไหลจากทิศเหนือลงสู่ทิศใต้ของประเทศ น้ำตกคอนพะเพ็งซึ่งอยู่ติดพรมแดนกัมพูชามีชัยภูมิที่เรียกได้ว่ายากต่อการเดินเรือขึ้นไปยังต้นน้ำซึ่งตั้งแต่มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ก็ยังไม่พบการเปิดเส้นทางให้เดินเรือได้เลย แต่จากการที่บริเวณนี้มีสะพานมิตรภาพไทย-ลาวที่เชื่อมต่อไทยกับลาวเข้าไว้ด้วยกันและมีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติใหญ่ซึ่งก็คือ”น้ำ”จึงทำให้เกิดโครงการที่จะพัฒนาพื้นที่แห่งนี้โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดขึ้น โดยโครงการนี้มีชื่อว่า”นโยบายการสร้างแบตเตอรี่คาบสมุทรอินโดจีน”(นายอาซาง อดีตรองนายกรัฐมนตรี)

    ลาวเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่เริ่มต้นพัฒนาช้า โดย 80% ของประชากรทั้งหมดประกอบอาชีพเกษตรและประมง GDP ของประชากรต่อหนึ่งคนอยู่ที่ประมาณ 1,693 ดอลลาร์(สถิติจาก IMF ปี2014)

ภาวะของการที่ไม่สามารถขุดแร่ได้

    แม้จะเจอแหล่งแร่แล้วได้ดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากถึงแม้จะพยายามมุ่งเน้นพัฒนาด้านอุตสาหกรรมแต่ก็ไม่มีช่องทางในการขนส่ง อุตสาหกรรมการผลิตที่ดูเหมือนว่าจะมีการพัฒนาเพียงเล็กน้อยก็มีแค่การผลิตเบียร์ลาวซึ่งเป็นผลผลิตของประเทศและงานปักผ้าที่เป็นงานศิลปหัตถกรรมในครัวเรือนและเป็นประเพณีของท้องถื่น หากดูจากประเด็นนี้อาจจะเหมือนว่าเป็นประเทศที่มีความยากจน แต่หากดูจากปริมาณการผลิตข้าวของประเทศจะพบว่ามีปริมาณการผลิตข้าวเกินปีละสองล้านตัน ซึ่งนั่นหมายถึงว่าชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรอาจจะไม่ได้ลำบากเท่าใดนัก ซึ่งนั่นทำให้ความสงบเรียบร้อย ภายในประเทศเป็นจริงได้มาโดยตลอด

ความพยายามในการนำทรัพยากรน้ำที่มี อย่างอุดมสมบูรณ์มาใช้

    ในภาคอุตสาหกรรมของลาวเกิดขึ้นหลังจากได้อิสรภาพเมื่อปี 1953 ไม่นาน หนึ่งในนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำที่ได้รับเชิญมาในช่วงก่อนสงครามคือคุณยูตากะ คุโบตะ(ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว)ภายหลังได้ดำรงตำแหน่งประธานบริษัทนิปปอนโคเอจบการศึกษาสาขาโยธาธิการ มหาวิทยาลัยแห่งชาติโตเกียว โดยขณะนั้นได้มาเป็นผู้นำในโปรเจ็คการสร้างเขื่อนSup’ungเพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยเชื่อนมีความจุ 7,600 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งในเวลานั้นถือว่าเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก และปัจจุบันก็ยังถือว่าเป็นหนึ่งในแหล่งกักเก็บพลังงานที่สำคัซญของเกาหลีเหนือ

    นายยูตากะ คุโบตะได้กลายมาเป็นที่ปรึกษาให้กับการสร้างเขื่อนน้ำงึมซึ่งอยู่ในแม่น้ำงึมที่เป็นแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขงและได้เริ่มเปิดใช้งานในปี 1971 ระบบผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยกังหันน้ำเกิดขึ้นจากการรวมเทคโนโลยีของบริษัทฮิตาชิและมิตซูบิชิเข้าด้วยกัน ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ในปจจุบันอยู่ที่หนึ่งพันล้านกิโลวัตต์ ซึ่งสามในสี่ส่วนของปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดนั้นจะถูกส่งมายังไทย ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งรายได้จากต่างประเทศที่สำคัญของประเทศ

โปรเจคการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำกำลังเป็นที่สนใจ

    หน่วยงานที่รับผิตชอบด้านทรัพยากรน้ำของลาวกล่าวว่ากำลังการผลิตไฟฟ้ารวมสูงสุดที่ใช้น้ำจากแม่น้ำโขงสายหลักในการผลิตปัจจุบันอยู่ที่ 16,000 เมกะวัตต์ และจากแม่น้ำสาขาอยู่ที่ 26,000 เมกะวัตต์ ซึ่งครึ่งหนึ่งในนั้นถูกใช้ภายในประเทศลาว ซึ่งหากรวมกับปริมาณการผลิตของแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่กำลังอยู่ในขั้นตอนวางแผนแล้วน่าจะขึ้นไปได้ถึง 7 แสนเมกะวัตต์ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือแผนการสร้างโรงไฟฟ้าอีกแผนที่กำลังเดินหน้าอยู่ก็คือ “แผนการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลักภายในประเทศลาว”

    บริษัทคันไซ อิเล็กตริค เพาเวอร์กำลังดำเนินโครงการสร้าง “โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำเงียบ1”ที่แม่น้ำเงียบในจังหวัดบอลิคำไซ ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง โดยทางบริษัทได้ออกทุนทั้งหมด45%โดยจะสร้างเขื่อนหลักสูง 148 เมตร ยาวประมาณ 530 เมตรแรงอัดประมาณ 272MW และเขื่อนสำรองขนาด 6.5km 18MW รวมทั้งสองเขื่อนจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 291MW

    ทั้งสมาพันธ์บริษัทญี่ปุ่นและประเทศเพื่อนบ้านต่างเข้ารุกตลาดประเทศลาวกันอย่างต่อเนื่อง ผู้รับเหมารายใหญ่ของไทยอย่างช.การช่างเองก็ได้สร้างบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์ ที่กำลังรุกสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ 1,285MW ที่แม่น้ำโขงจังหวัดไซยะบุรีอยู่เช่นเดียวกัน โดยได้รับการสนับสนุนจากการไฟฟ้าแห่งผลิตแห่งประเทศไทย(EGAT)และมีแผนว่าหลังจากเปิดใช้โรงไฟฟ้าแล้ว EGATจะซื้อพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดกว่า95%คืน การไฟฟ้าลาวตัดสินใจจะซื้อพลังงานทั้งหมดคืนใน 25 ปีให้หลังแต่องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล(WWF)ยังเรียกร้องให้ตัดสินใจให้รอบคอบ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงก็แสดงความกังวลต่อ “ผลกระทบที่จะมีต่อทรัพยากรน้ำหรืออุตสาหกรรมประมง และปลาโลมาแม่น้ำที่ยังไม่มีมาตรการแน่ชัด” ดังนั้นจึงอาจจะถูกยืดระยะเวลาในการสร้างไปเป็น 19 ปี



    นอกจากนี้บริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าของไทย จีน และเกาหลีก็กำลังดำเนินโครงการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำที่แม่น้ำโขงอยู่เช่นกัน ซึ่งเหตุจูงใจของผู้ผลิตไฟฟ้าเหล่านี้คือการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทำให้สถานการณ์ของพลังงานภายในประเทศคับขันเนื่องจากมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ในขณะเดียวกันหากมองในมุมของผู้ผลิตพลังงานก็ถือเป็นไพ่ไม้ตายที่สามารถเรียกการลงทุนให้เข้ามาในประเทศได้ แต่การพัฒนาประเทศแบบสะเปะสะปะก็จะนำมาซึ่งความล้มเหลวไม่วันใดก็วันหนึ่ง หากถึงวันนั้นแล้วจะจัดการบังคับหางเสือณ เวลานั้นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลลาว

引用:
0